แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หน้าต่างความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หน้าต่างความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พลาสเตอร์ยา มาจากไหน?

เวลาเรามีบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ เช่น มีดบาด หกล้มผิดถลอก เป็นต้น เรามักนึกถึงพลาสเตอร์ยานำมาใช้ปิดแผล ปัจจุบันมีให้เลือกทั้งรูปแบบดั้งเดิม เป็นแบบผ้ามีรูปพรุนให้ระบายอากาศ ต่อมาเป็นพลาสติกใสกลืนกับสีผิว และยังมีลวดลายเก่ไก๋น่ารักตามความต้องการของเจ้าของแผล แล้วเราเคยสงสัยบ้างไหมว่าเจ้าพลาสเตอร์ปิดแผลนั้นมีที่มาอย่างไร
ที่มาก็คือ นายเอิร์ล ดิกสัน (Mr. Eari Dickson) ชาวมลรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพนักงานในบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มีภรรยาเป็นแม่บ้าน ซึ่งวันๆ ก็ทำงานครัวและงานบ้าน มักประสบอุบัติเหตุจากการทำงานบ้านอยู่เป็นประจำ ยอดชายนายเอิร์ลก็ต้องคอบดูแลทำแผลให้ศรีภรรยาอยู่เสมอ จึงเกิดความคิดในการทำแผลให้สะดวกและประหยัด ด้วยการนำผ้าก๊อซใส่ยาแล้ววางบนแผ่นเทปกาว จากนั้นก็นำมาปิดที่แผล

ความคิดนี้ นายเอิร์ลเห็นว่าเข้าที จึงนำไปเสนอเจ้านายที่บริษัท ในปี ค.ศ. 1921 ซึ่งบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ก้ได้ลองผลิตเป็นแถบพันแผลแบบมีกาว ขนาดกว้าง 3 นิ้ว ยาว 18 นิ้ว ออกจำหน่าย แต่ไม่ติดตลาดเท่าที่ควร

ต่อมาในปี ค.ศ. 1924 บริษัทฯ ได้ปรับหรุงรูปแบบของแถบพันแผลจากเดิมให้เล็ก กะทัดรัด ใช้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมกับสร้างเครื่องจักรสำหรับการผลิตโดยเฉพาะ ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์แถบติดแผลนี้ว่า แบนด์ เอด (Band-aid) เมื่อนำออกจำหน่ายก็กลายเป็นสินค้ายอดนิยมทำรายได้ให้บริษัทฯ อย่างมหาศาล และได้พัฒนารูปแบบให้สนองความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายมากขึ้น กระทั่งบ้างก็นำมาติดตามหน้า แขน ขา ให้ดูเก๋ ทั้งๆ ที่ไม่มีแผลก็มี

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เอลนีโญ และ ลานีญา ปรากฏการณ์พลิกโลก


ทุกคนที่ติดตามข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องของดินฟ้าอากาศ ต้องเคยได้ยินคำว่า เอลนีโญและลานีญา อย่างแน่นอน เรามาทำความรู้จักกับเจ้าสองคำนี้กันดีกว่าว่า หมายถึงอะไร และแตกต่างกันอย่างไร

ตามพจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ของราชบัณฑิตยสถาน กำหนดความหมายของ เอล นีโญ ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อกระแสน้ำเย็นเปรู บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ถูกกระแสน้ำอุ่น จากศูนย์สูตรไหลเข้ามาแทนที่ทำให้อุณหภูมิของผิวน้ำสูงขึ้น ประมาณ 10 องศาเซลเซียส และทำให้บริเวณชายฝั่งใกล้เคียง มีภูมิอากาษแปรปรวนฝนตกน้อยลง

ส่วน ลา นีญา เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในมหาสมุทรแปซิฟิคตอนใต้ แต่มีลักษณะตรงกันข้ามกับเจ้า เอล นีโญ ตรงที่ ลา นีญา เกิดจากจากลมค้าคะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิคตอนใต้ที่มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาน้ำทะเลที่พื้นผิวจากด้าน ตะวันออกของมหาสมุทร ไปสะสมกันอยู่ทางตะวันตก ส่งผลให้ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวียอเมริกาใต้ ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำเปรูรุนแรงกว่าเดิม อุณหภูมิของน้ำทะเลลดต่ำลงอย่างมาก อากาศบนพื้นดินก้แห้งแล้ง ไม่มีฝน ขณะเดียวกัน อากาศแถบชายฝั่งตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย หมู่เกาะอินโดจีน และหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ที่อยู่ทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิค กลับมีอุณหภูมิสูงขึ้น และฝนตกอย่างมากจนทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรง

รถ "จิ๊ป" ชื่อน่ารักแต่หนักแน่น


พูดถึงรถจิ๊ป คนสมัยก่อนคงคุ้นเคยกันดีกับลักษณะของรถที่ใช้ในวงการทหาร พบบ่อยในภาพยนตร์ประเภทสงคราม เป็นรถประเภทขับตะลุยได้ทุกที่ ขึ้นเขา ลงห้วย สมบุกสมบัน แกร่งและทนทานสุดๆ ต่อมาได้มีการพัฒนารูปแบบให้เป็นรถเอนกประสงค์ให้ใช้กันได้ทั่วไป ที่เห็นวิ่งในบ้านเรา เช่น รุ่น Cherokee เป็นต้น


ความเป็นมาของรถจิ๊ป (JEEP) นั้น เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาต้องการรถยนต์เอนกประสงค์สำหรับใช้งานทั่วไปในราชการทหาร ที่ระบุคนลักษณะเด่นๆ ว่าต้องการรถที่นั่งได้ 3 คน ความเร็ววิ่งได้อย่างน้อย 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักของรถ รวมแล้วไม่เกิน 1,200 ปอนด์ น้ำหนักบรรทุกได้ 600 ปอนด์ กระจกหน้าพับได้และติดตั้งปืนกลได้ด้วย ปรากฏว่ามีบริษัทผลิตรถยนต์ร่วมเสนอประมูลหลายราย โดยบริษัท American Bantam ได้ลงมือผลิตรถต้นแบบเป็นรายแรกตัวจริง แต่กำลังการผลิตไม่เพียงพอ จึงทำให้ต่อมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้จ้างบริษัท Willys Overland และบริษัท Ford (ซึ่งเป็นคู่แข่งกับบริษัท American Bantam ออกแบบและผลิตรถจิ๊ปเช่นเดียวกัน) เป็นผู้ผลิตรถยนต์ตามแบบที่ต้องการ ให้ออกแบบรถจิ๊ป Willys MB เพื่อใช้ระกว่างสงครามในการลาดตระเวร รวมทั้งใช้ลำเลียงคนเจ็บ โดยเน้นน้ำหนักรถที่เบา บังคับง่าย ซึ่งรถต้นแบบที่ผลิตขึ้นมีราคาคันละ 738.4 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อมาบริษัทได้ผลิตรถจิ๊ปรุ่นดังกล่าส่งป้อนกองทัพสหรัฐฯ กระทั่งสิ้ดสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรถจิ๊ปรุ่นที่มีการผลิตจำนวนมากที่สุดถึง 639,235 คัน ระหว่างปี ค.ศ. 1941-1945 ได้แก่รุ่น Willys MB และ Ford GPW เรียกกันว่าเป็นรุ่น Hero of World War 2


ในประเทศไทยเห็นรถจิ๊ปมานานก็จริง แต่ก็เป็นรถที่สั่งซื้อจากสหรัฐฯ เพื่อใช้ในกิจการกองทัพ ส่วนรถจิ๊ปที่สั่งเข้ามาจำหน่ายสำหรับใช้งานทั่วไป เริ่มนำเข้ามาเมื่อปี 2537 ซึ่งเสียภาษีแพงมากเพราะถูกจัดให้เป็นรถ OFF ROAD ราคาจำหน่ายจึงแพงเอาการ ต่อมารัฐบาลในยุคนั้นได้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของรถประเภท OFF ROAD จึงเป็นการเปิดช่องทาง ให้รถจิ๊ปได้วิ่งเฉิดฉายในบ้านเราได้มากขึ้นจวบจนปัจจุบัน ตลอดรถประเภทเดียวกันนี้มีการแข่งขันสูงมาก ค่ายรถญี่ปุ่นในประเภทเดียวกันสามารถทำตลาดได้มากกว่าเนื่องจากราคาถูกกว่า หน้าตาโฉบเฉี่ยวกว่า ราคาขายจ่อดีกว่า ศูนย์บริการและอะไหล่หาง่าย และที่สำคัญคือ ประหยัดพลังงานมากกว่า จึงทำให้ความนิยมจากค่ายรถอมเริกันเลือนหายไปเกือบสิ้น จะยังมีพอเห็นวิ่งอยู่บ้างก็ต้องเป็นเจ้าของรถที่ศรัทธาในชื่อ "จิ๊ป" และชอบที่เป็นรถสายพันธุ์อเมริกันอันหนักแน่น ทนทานจริงๆ


สำหรับชื่อ JEEP ไม่มีการะบุที่มาอย่างชัดเจน มีแต่การสันนิษฐานว่าอาจมาจากชื่อตัวการ์ตูนในเรื่องป๊อบอาบ บ้างก็ว่าอาจมาขากคำว่า general purpose ที่แปลว่าอเนกประสงค์ซึ่งย่อว่า G.P.